ช่วงต้นปี 2026 นี้ เกิดกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เมื่อครอบครัว “ศุภวิวัฒน์” ตระกูลดังด้านอสังหาริมทรัพย์ ต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายครั้งใหญ่ ท่ามกลางข่าวลือเรื่องภาษีมรดกใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2026 คุณสุธี ศุภวิวัฒน์ วัย 85 ปี ตัดสินใจโอนหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทให้กับบุตรชายคนโตอย่างเร่งด่วน โดยหวังลดภาระภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แต่การดำเนินการที่รีบร้อนนี้ ได้สร้างรอยร้าวในครอบครัว เมื่อบุตรสาวคนเล็ก คุณอรอนงค์ ศุภวิวัฒน์ ออกมาเปิดเผยว่า เธอไม่ได้รับทราบถึงการตัดสินใจดังกล่าว และรู้สึกไม่เป็นธรรม เนื่องจากการแบ่งทรัพย์สินครั้งนี้ ทำให้เธอซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรณีนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแวดวงนักกฎหมายและนักวางแผนการเงินเกี่ยวกับความซับซ้อนของการวางแผนมรดกและการส่งต่อความมั่งคั่ง
ผู้สันทัดกรณีด้านกฎหมายมรดก ให้ความเห็นว่า คุณสุธีอาจพลาดในจุดสำคัญหลายประการ การโอนหุ้นโดยไม่ปรึกษาทายาททุกคนอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีพินัยกรรมที่ชัดเจนครอบคลุมในประเด็นนี้มาก่อน เพราะการส่งต่อทรัพย์สินควรมีพยานรับรองอย่างน้อย 2 คน ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งนี้ เป็นดุลพินิจส่วนบุคคลของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจถูกท้าทายในอนาคต
เหตุการณ์ของครอบครัวศุภวิวัฒน์สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมรับมือกับกฎหมายภาษีมรดกฉบับใหม่ที่คาดว่าจะมาถึงในปี 2026 โดยเฉพาะเรื่องการทำความเข้าใจข้อกำหนดต่างๆ และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น
นักวางแผนการเงินแนะนำว่า การวางแผนส่งมอบทรัพย์สินและมรดกต้องอาศัยการสื่อสารภายในครอบครัวที่โปร่งใส และการทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงแค่การโฟกัสไปที่การลดภาระภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวให้ยั่งยืนอีกด้วย หากไร้ซึ่งการเตรียมพร้อมที่ดีพอ ความมั่งคั่งที่สั่งสมมา อาจกลับกลายเป็นชนวนของความแตกแยกได้ในที่สุด
ดังนั้น กรณีศึกษาจากครอบครัวศุภวิวัฒน์จึงเป็นเหมือนบทเรียนสำคัญที่เตือนให้ทุกคน ตระหนักถึงความเร่งด่วนในการจัดการมรดกอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎหมายกำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
