ด่วน! อัปเดตล่าสุดจากวงการการเงินไทย นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยและที่ปรึกษา ธนาคารกรุงไทย ได้ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาที่น่าจับตาเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่า SSF จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษี และส่งเสริมวินัยการออมระยะยาว แต่ผลสำรวจกลับบ่งชี้ว่า ผู้ลงทุนจำนวนไม่น้อยอาจจะยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากมาตรการนี้ เนื่องจากการบริหารจัดการพอร์ตที่ยังไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลัก นี่คือประเด็นร้อนที่นักลงทุน SSF ทุกคน ‘ต้องรู้’ ก่อนตัดสินใจลงทุนโค้งสุดท้ายปลายปีนี้
ผลการศึกษาของธนาคารกรุงไทยระบุชัดเจนว่า พฤติกรรมการลงทุนใน SSF ของคนไทยยังคงกระจุกตัวในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาทิ กองทุนตลาดเงินและกองทุนตราสารหนี้เป็นหลัก ซึ่งสวนทางกับเจตนารมณ์ของ SSF ที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “หากลงทุนใน SSF แต่เลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงเงินฝาก อาจทำให้เสียโอกาสในการทำกำไร และไม่คุ้มค่ากับการถูกจำกัดการถอนเงินที่ต้องถือครองถึง 10 ปี” ดังนั้น การทำความเข้าใจโครงสร้างและเงื่อนไขของ SSF อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ประเด็นที่น่าจับตาคือ เหตุใดนักลงทุนจึงเลือก “เซฟ” เกินไปในการลงทุน SSF? นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอาจเป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของตลาดหุ้น และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า SSF เป็นเพียง “ที่จอดเงิน” เพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น โดยไม่ได้มองถึงศักยภาพในการเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของตนเอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์จากการลงทุน SSF ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น
จากสถานการณ์นี้ ผู้เชี่ยวชาญจากหลายบลจ. เริ่มออกมาให้คำแนะนำว่า นักลงทุนควรมอง SSF ในฐานะเครื่องมือการลงทุนระยะยาวที่สามารถจัดพอร์ตได้หลากหลาย ทั้งกองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นต่างประเทศ หรือแม้แต่กองทุนผสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น การพิจารณาเป้าหมายการเงินส่วนบุคคล ระยะเวลาการลงทุนที่เหลืออยู่ ก่อนตัดสินใจเลือกประเภทกองทุนจะช่วยให้การลงทุนมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ จากการลดหย่อนภาษี ต้องหมดไปกับการเลือกกองทุนที่ไม่ตอบโจทย์
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุน SSF ควรทำตอนนี้คือ การทบทวนพอร์ตการลงทุนของตนเองอย่างถี่ถ้วน หากพอร์ตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกองทุนความเสี่ยงต่ำเกินไป อาจถึงเวลาที่ต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับศักยภาพของ SSF มากขึ้น และควรมองหาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ หรือปรึกษาบลจ. เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย และคว้าโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดจาก SSF ในปีนี้และปีต่อๆ ไป
สรุปคือ การลงทุน SSF ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลดหย่อนภาษี แต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว หากผู้ลงทุนมีความเข้าใจและเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม การตื่นตัวกับข้อมูลข่าวสารและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนให้ทันต่อสถานการณ์ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล
