Private Credit บูมท้าวิกฤต: ส่องเทรนด์ระดมทุนหมื่นล้าน

สถานการณ์ปัจจุบันในแวดวงการเงินทั่วโลกกำลังเผยให้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา นั่นคือการระดมทุนมหาศาลในภาคส่วน Private Credit และ Private Equity ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ตลาดโดยรวมจะเผชิญความท้าทาย แต่เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลยังคงหลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม “Secondaries funds” ที่กลายเป็นดาวเด่น และ “กองทุนตราสารทุน” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในสถานการณ์เช่นนี้

Secondaries funds หรือที่เรียกกันว่า “กองทุนที่ลงทุนในตลาดรอง” ได้กลายเป็นจุดสนใจสำคัญ โดยในปีที่ผ่านมามีการระดมทุนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.66 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สิ่งที่ทำให้กองทุนประเภทนี้โดดเด่นคือความสามารถในการซื้อขายสินทรัพย์ที่ Private Equity ทั่วไปประสบปัญหาในการขายออกไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อส่วนแบ่งจากนักลงทุนสถาบันที่ต้องการสภาพคล่อง หรือการเข้าซื้อสินทรัพย์จากกองทุนรุ่นเก่าที่ต้องการลดภาระ นี่คือกลยุทธ์ที่ช่วยให้กองทุนเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Secondaries funds ไม่ได้มาจากแค่การเข้าซื้อสินทรัพย์ราคาถูกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเทคนิคการใช้ประโยชน์จากหนี้สิน (Leverage) หลายรูปแบบเพื่อเพิ่มผลตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินจากภายนอกเพื่อลงทุนในส่วนแบ่งของกองทุน Private Equity ที่มีอยู่ หรือการสร้างผลกระทบคล้ายกับการใช้ Leverage โดยการลงทุนเกินมูลค่ากองทุนตามกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต รวมถึงการเลื่อนการชำระเงินให้กับผู้ขายเพื่อสร้างผลกำไรระยะสั้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้กองทุนเหล่านี้มีผลตอบแทนที่น่าประทับใจ โดยบางกองทุนมีผลตอบแทนสูงกว่ากองทุน Private Equity Underlying ถึง 50%

ในขณะเดียวกัน ตลาด Private Credit ก็กำลังร้อนแรงไม่แพ้กัน บริษัทบริหารสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง Blackstone ได้ประกาศปิดกองทุน Private Credit Opportunities Fund V ด้วยยอดเงินระดมทุนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเกินเป้าที่วางไว้ แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับการไหลออกของเงินลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ แต่การที่กองทุนของ Blackstone ประสบความสำเร็จเกินคาดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในศักยภาพของ Private Credit ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในสภาพตลาดปัจจุบัน

นอกจากนี้ Ares Management ก็ได้ระดมทุนกว่า 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการลงทุนในหุ้น หนี้สิน และลูกผสมของบริษัทเอกชน รวมถึงตราสารหนี้สาธารณะที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Ares Special Opportunities Fund III ที่ระดมทุนได้กว่า 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% จากกองทุนก่อนหน้า ความสำเร็จเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่นักลงทุนกำลังมองหาโอกาสในตลาดที่มีความผันผวน โดยเชื่อว่าช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้จะนำมาซึ่งโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008

สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในยุคที่ตลาดการเงินมีความซับซ้อน การลงทุนใน “กองทุนรวมตราสารทุน” โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของผู้จัดการกองทุน ยังคงเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ แต่ด้วยศักยภาพในการเติบโตของตลาดหุ้นและกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนตราสารทุน ก็ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง